สกรูสแตนเลส 304 กับ 316 ต่างกันอย่างไร

ปกบทความเว็บไซต์.png SRRFAST
อัพเดทล่าสุด: 2 ก.ค. 2026
180 ผู้เข้าชม
สกรูสแตนเลส SUS304 กับ SUS316 ต่างกันอย่างไร


สกรูและน็อตสแตนเลสเป็นสินค้าที่นิยมใช้ในงานที่ต้องการความทนทานต่อสนิม ความสะอาด และภาพลักษณ์ที่ดูเรียบร้อย โดยเฉพาะงานติดตั้ง งานเครื่องจักร งานอาหาร งานเคมี งานกลางแจ้ง และงานที่ต้องเจอกับความชื้น

แต่เมื่อต้องเลือกซื้อสกรูสแตนเลส หลายคนมักเจอคำถามว่า สแตนเลส 304 กับ 316 ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับงาน

แม้ทั้งสองเกรดจะเป็นสแตนเลสที่พบได้บ่อย แต่คุณสมบัติด้านการทนการกัดกร่อน ราคา และงานที่เหมาะสมมีความแตกต่างกัน บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่าย

สแตนเลส (Stainless Steel : SUS) คืออะไร?
สแตนเลส หรือ Stainless Steel คือเหล็กกล้าที่มีส่วนผสมของโครเมียม ซึ่งช่วยสร้างชั้นฟิล์มบาง ๆ บนผิวโลหะ ทำให้ผิวมีความทนทานต่อการเกิดสนิมและการกัดกร่อนได้ดีกว่าเหล็กทั่วไป

อย่างไรก็ตาม สแตนเลสไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีวันเป็นสนิม” เพราะหากใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง เช่น พื้นที่ใกล้ทะเล ไอเค็ม สารเคมี ความชื้นสูง หรือมีการสะสมของคราบสกปรก ก็ยังมีโอกาสเกิดคราบสนิมหรือการกัดกร่อนได้

ดังนั้น การเลือกเกรดสแตนเลสให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ



1. สแตนเลส 304 (Stainless Steel : SUS304) คืออะไร?
สแตนเลส 304 เป็นสแตนเลสที่ใช้งานแพร่หลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง นิยมใช้กับงานทั่วไปที่ต้องการความทนทานต่อสนิมในระดับดี และไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อนรุนแรงมาก

ในงานสกรู น็อต และสลักภัณฑ์ สแตนเลส 304 มักถูกใช้กับงานภายในอาคาร งานอุปกรณ์ทั่วไป งานเฟอร์นิเจอร์ งานอาหารบางประเภท งานตกแต่ง และงานที่ต้องการความสะอาดของผิววัสดุ

จุดเด่นของสแตนเลส 304

  • ใช้งานได้หลากหลาย
  • ทนสนิมได้ดีกว่าเหล็กทั่วไป
  • ผิวสวย ดูสะอาด และดูเรียบร้อย
  • เหมาะกับงานทั่วไปและงานภายในอาคาร
  • ราคามักประหยัดกว่า 316

เหมาะกับงานแบบไหน?

  • งานภายในอาคาร
  • งานติดตั้งทั่วไป
  • งานเฟอร์นิเจอร์
  • งานอุปกรณ์ตกแต่ง
  • งานเครื่องจักรทั่วไป
  • งานอาหารหรือพื้นที่ที่ต้องการความสะอาดในระดับทั่วไป

ข้อควรระวัง
สแตนเลส 304 อาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องเจอไอเค็ม น้ำทะเล สารเคมีบางชนิด หรือความชื้นรุนแรงเป็นเวลานาน เพราะอาจเกิดคราบสนิมหรือการกัดกร่อนเฉพาะจุดได้ง่ายกว่า 316

2. สแตนเลส 316 (Stainless Steel : SUS316) คืออะไร?
สแตนเลส 316 เป็นสแตนเลสที่มีคุณสมบัติทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า 304 ในหลายสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีคลอไรด์ เช่น พื้นที่ใกล้ทะเล ไอเค็ม น้ำเค็ม หรือสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมีบางประเภท

จุดสำคัญของ 316 คือมีส่วนผสมของ โมลิบดีนัม ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อนแบบรูเข็ม หรือ Pitting Corrosion ได้ดีกว่า 304

ในงานสกรู น็อต และสลักภัณฑ์ สแตนเลส 316 จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานสูงขึ้น เช่น งานกลางแจ้ง งานทะเล งานเรือ งานเคมี งานอาหารบางประเภท และงานที่ต้องการอายุการใช้งานยาวนานในสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อนมากขึ้น

จุดเด่นของสแตนเลส 316

  • ทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า 304 ในหลายสภาพแวดล้อม
  • เหมาะกับพื้นที่ใกล้ทะเลหรือมีไอเค็ม
  • เหมาะกับงานกลางแจ้งที่ต้องเจอความชื้นบ่อย
  • ทนต่อคลอไรด์ได้ดีกว่า 304
  • เหมาะกับงานที่ต้องการความมั่นใจเรื่องการกัดกร่อนมากขึ้น

เหมาะกับงานแบบไหน?

  • งานกลางแจ้ง
  • งานใกล้ทะเล
  • งานเรือและท่าเรือ
  • งานพื้นที่ชื้น
  • งานเคมีบางประเภท
  • งานอาหารหรือพื้นที่ที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อนสูงขึ้น
  • งานที่ต้องการลดปัญหาคราบสนิมในระยะยาว

ข้อควรระวัง
สแตนเลส 316 มักมีราคาสูงกว่า 304 และไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดสนิมเลย 100% หากใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงมาก มีสารเคมีเข้มข้น หรือขาดการดูแลรักษา ก็ยังมีโอกาสเกิดคราบหรือการกัดกร่อนได้


304 กับ 316 ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักของสแตนเลส 304 และ 316 อยู่ที่ความสามารถในการทนการกัดกร่อน โดย 316 มีโมลิบดีนัมเพิ่มเข้ามา จึงช่วยให้ทนต่อคลอไรด์และสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อนได้ดีกว่า 304

พูดง่าย ๆ คือ
304 = เหมาะกับงานทั่วไป ใช้แพร่หลาย ราคาคุ้มกว่า
316 = เหมาะกับงานที่ต้องเจอความชื้น ไอเค็ม หรือสภาพกัดกร่อนมากกว่า

ตารางเปรียบเทียบสกรูสแตนเลส 304 และ 316

หัวข้อ
สแตนเลส 304
สแตนเลส 316
การใช้งานหลัก
งานทั่วไป งานภายใน งานติดตั้งทั่วไป
งานกลางแจ้ง งานทะเล งานเคมีบางประเภท
การทนสนิม
ดี ดีกว่า 304 ในหลายสภาพแวดล้อม
การทนไอเค็ม / คลอไรด์
ปานกลาง
ดีกว่า 304
ราคา
มักประหยัดกว่า
มักสูงกว่า
เหมาะกับ
งานทั่วไปที่ไม่กัดกร่อนรุนแรง
งานที่ต้องการทนการกัดกร่อนมากขึ้น
ตัวอย่างงาน
เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่ง งานในอาคาร
งานเรือ งานใกล้ทะเล งานกลางแจ้ง งานเคมี

A2 และ A4 บนสกรูสแตนเลสคืออะไร?
ในงานสกรูสแตนเลส บางครั้งลูกค้าอาจไม่ได้เห็นคำว่า 304 หรือ 316 โดยตรง แต่อาจเห็นสัญลักษณ์บนหัวสกรูหรือน็อต เช่น A2-70 หรือ A4-80

โดยทั่วไปสามารถเข้าใจแบบง่ายได้ว่า
  • A2 มักหมายถึงกลุ่มสแตนเลส 304
  • A4 มักหมายถึงกลุ่มสแตนเลส 316
ตัวเลขด้านหลัง เช่น 70 หรือ 80 ใช้บอกระดับความแข็งแรงโดยประมาณของสแตนเลสกลุ่มนั้น
ตัวอย่างเช่น
  • A2-70 มักพบในสกรูสแตนเลส 304 ที่ใช้กับงานทั่วไป
  • A4-70 หรือ A4-80 มักพบในสกรูสแตนเลส 316 ที่ต้องการการทนการกัดกร่อนสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบสเปกสินค้าหรือสอบถามผู้ขายให้ชัดเจนก่อนใช้งาน โดยเฉพาะงานสำคัญหรืองานที่ต้องรับแรงสูง

เลือกสกรูสแตนเลส 304 เมื่อไหร่ดี?
ควรเลือก สแตนเลส 304 เมื่อใช้งานในสภาพแวดล้อมทั่วไป เช่น
  • งานภายในอาคาร
  • งานติดตั้งทั่วไป
  • งานที่ไม่โดนฝนหรือความชื้นต่อเนื่อง
  • งานที่ไม่ได้อยู่ใกล้ทะเล
  • งานที่ต้องการความสวยงามและความสะอาด
  • งานที่ต้องการควบคุมต้นทุน
สำหรับงานทั่วไป สแตนเลส 304 มักเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เพราะมีความทนทานต่อสนิมได้ดีในระดับหนึ่งและมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า 316

เลือกสกรูสแตนเลส 316 เมื่อไหร่ดี?
ควรเลือก สแตนเลส 316 เมื่อใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนสูงกว่า เช่น
  • งานกลางแจ้ง
  • งานใกล้ทะเล
  • งานที่โดนไอเค็ม
  • งานที่สัมผัสน้ำหรือความชื้นบ่อย
  • งานเคมีบางประเภท
  • งานที่ต้องการลดโอกาสเกิดสนิมในระยะยาว
  • งานที่ต้องการความทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า 304
แม้ราคาจะสูงกว่า แต่ในงานที่มีความชื้นหรือไอเค็ม การเลือก 316 อาจช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนอะไหล่หรือการซ่อมบำรุงในระยะยาวได้

สแตนเลส 304 หรือ 316 แข็งแรงกว่ากัน?
โดยทั่วไป 304 และ 316 เป็นสแตนเลสกลุ่มออสเทนนิติกที่เน้นเรื่องการทนการกัดกร่อนและใช้งานได้หลากหลาย ไม่ได้ถูกเลือกจาก “ความแข็งแรงสูงสุด” แบบเดียวกับสกรูเหล็กเกรด 8.8, 10.9 หรือ 12.9

ดังนั้น หากต้องการเลือกสกรูจากความแข็งแรง ควรดูสเปกบนหัวสกรู เช่น A2-70, A4-70 หรือ A4-80 รวมถึงขนาด เกลียว และลักษณะงาน ไม่ควรเลือกจากคำว่า 304 หรือ 316 เพียงอย่างเดียว

สแตนเลส 316 ทนสนิม 100% หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ใช่ ครับ แม้สแตนเลส 316 จะทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า 304 ในหลายสภาพแวดล้อม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดสนิมหรือคราบได้เลย หากใช้งานในสภาพแวดล้อมรุนแรง เช่น น้ำทะเลโดยตรง สารเคมีเข้มข้น พื้นที่มีคราบเกลือสะสม หรือไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน ก็ยังมีโอกาสเกิดการกัดกร่อนได้ การเลือกวัสดุที่เหมาะสมและการดูแลรักษาจึงยังเป็นเรื่องสำคัญ

ก่อนเลือกซื้อสกรูสแตนเลส ควรเช็กอะไรบ้าง?
ก่อนสั่งซื้อสกรูหรือน็อตสแตนเลส ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น
  1. ต้องการใช้สแตนเลส 304 หรือ 316
  2. ใช้งานภายในหรือภายนอกอาคาร
  3. มีความชื้น ไอเค็ม หรือสารเคมีหรือไม่
  4. ต้องการขนาดและความยาวเท่าไร
  5. ใช้เกลียวมิลหรือเกลียวหุน
  6. ต้องการหัวสกรูหรือน็อตแบบใด
  7. จุดติดตั้งต้องรับแรงมากหรือไม่
  8. ต้องการมาตรฐานหรือสเปกเฉพาะหรือไม่
การเช็กข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดโอกาสซื้อผิด และช่วยให้เลือกสกรูสแตนเลสได้เหมาะกับงานจริงมากขึ้น

สรุป
สกรูสแตนเลส 304 และ 316 เป็นสกรูที่นิยมใช้ในงานที่ต้องการความทนทานต่อสนิมและภาพลักษณ์ที่สะอาดเรียบร้อย โดย 304 เหมาะกับงานทั่วไป งานภายในอาคาร และงานที่ไม่ได้เจอสภาพแวดล้อมกัดกร่อนรุนแรง ส่วน 316 เหมาะกับงานกลางแจ้ง งานใกล้ทะเล งานไอเค็ม งานเคมีบางประเภท และงานที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อนมากขึ้น

การเลือกใช้ 304 หรือ 316 ไม่ควรดูแค่ราคา แต่ควรพิจารณาสภาพแวดล้อม ความชื้น การสัมผัสคลอไรด์ ลักษณะงาน และสเปกการรับแรงร่วมด้วย เพื่อให้สกรู น็อต และสลักภัณฑ์ใช้งานได้เหมาะสมและยาวนานขึ้น

SRR Fastener จำหน่ายสกรู น็อต แหวนรอง พุก และสลักภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้งงานเหล็กและงานสแตนเลส สำหรับงานช่าง งานโรงงาน งานเครื่องจักร และงานอุตสาหกรรม หากไม่แน่ใจว่าควรเลือกสแตนเลส 304 หรือ 316 สามารถสอบถามเพื่อช่วยแนะนำสินค้าให้เหมาะกับการใช้งานได้ครับ
Tel : 02-406-0780
Fax : 02-406-0781 ต่อ 2
Line OA : @srrfastener (มี@)
Email : srrfastener@gmail.com
Tiktok : srr.fastener.official

ปกบทความเว็บไซต์.png
SRRFAST
บทความที่เกี่ยวข้อง
ชุบซิงค์ขาว ซิงค์รุ้ง รมดำ และฮอตดิป ต่างกันอย่างไร
การชุบผิวไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการใช้งาน เช่น ช่วยชะลอการเกิดสนิม เพิ่มความทนทานต่อสภาพแวดล้อม หรือช่วยให้เหมาะกับงานเฉพาะประเภทมากขึ้น
ปกบทความเว็บไซต์.png SRRFAST
22 ก.ค. 2026
 พุก 8 ประเภทนิยมใช้ มีอะไรบ้าง?
หลายคนอาจะมองว่าพุกก็คือพุก แต่ความจริงแล้ว พุกมีหลายประเภทให้เลือกใ้ช้ตามลักษณะของพื้ผิว วัสดุ และน้ำหนักที่ต้องรับ หากเลือกผิด พุกอาจะหลุด หลวม หรือทำให้ชิ้นงานเสียหายได้
ปกบทความเว็บไซต์.png SRRFAST
18 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy