สกรูเกลียวเต็มกับเกลียวไม่เต็ม ต่างกันอย่างไร? เลือกใช้แบบไหนดี

แม้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ความยาว และรูปร่างหัวเหมือนกัน แต่ สกรูเกลียวเต็มและสกรูเกลียวไม่เต็ม มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในงานเครื่องจักร งานโครงสร้างเหล็ก และงานประกอบชิ้นส่วนที่ต้องรับแรง
บทความนี้จะอธิบายความแตกต่าง พร้อมวิธีเลือกใช้งานให้เหมาะสมแบบเข้าใจง่าย
สกรูเกลียวเต็มคืออะไร?
สกรูเกลียวเต็ม (Fully Threaded Bolt / Screw) คือสกรูที่มีเกลียวต่อเนื่องเกือบตลอดความยาวของลำตัว ตั้งแต่บริเวณใต้หัวสกรูไปจนถึงปลายสกรู โดยไม่มีช่วงลำตัวเรียบยาวเหมือนสกรูเกลียวไม่เต็ม
สกรูประเภทนี้สามารถใช้กับน็อตหรือรูเกลียวภายในได้ และเหมาะกับงานที่ต้องการให้มีเกลียวพร้อมใช้งานตลอดช่วงความยาวของสกรู
จุดเด่นของสกรูเกลียวเต็ม
- มีเกลียวเกือบตลอดลำตัว
- เลือกตำแหน่งขันน็อตได้ยืดหยุ่นตามความยาวเกลียว
- เหมาะกับงานประกอบชิ้นส่วนทั่วไป
- เหมาะกับงานขันเข้ารูเกลียวภายใน
- ใช้งานได้หลากหลายตามการออกแบบจุดยึด
เหมาะกับงานแบบไหน?
- งานประกอบเครื่องจักรทั่วไป
- งานติดตั้งอุปกรณ์
- งานประกอบชิ้นส่วนโลหะ
- งานขันสกรูเข้ารูเกลียว
- งานที่ต้องการปรับตำแหน่งน็อตตามความหนาของชิ้นงาน
ตัวอย่างมาตรฐาน: ISO 4017 และ DIN 933 สำหรับสกรูหัวหกเหลี่ยมเกลียวเต็ม
สกรูเกลียวไม่เต็มคืออะไร?
สกรูเกลียวไม่เต็ม (Partially Threaded Bolt) คือสกรูที่มีเกลียวเพียงบางส่วนของลำตัว โดยบริเวณใต้หัวสกรูจะเป็นลำตัวเรียบ และส่วนปลายจึงเริ่มมีเกลียวสำหรับขันเข้ากับน็อต
ลำตัวเรียบนี้เรียกว่า Unthreaded Shank ซึ่งมีประโยชน์กับงานประกอบที่ต้องการให้ส่วนเรียบของโบลท์อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างชิ้นงาน โดยเฉพาะจุดที่มีแรงเฉือน
จุดเด่นของสกรูเกลียวไม่เต็ม
- มีลำตัวเรียบใต้หัวสกรู
- สามารถจัดให้ส่วนเรียบอยู่ในบริเวณที่รับแรงเฉือนได้
- ส่วนเรียบมีพื้นที่หน้าตัดมากกว่าบริเวณรากเกลียว
- เหมาะกับงานประกอบชิ้นส่วนที่ต้องควบคุมตำแหน่งและการรับแรง
- ใช้กับงานเครื่องจักรและงานโครงสร้างบางประเภท
เหมาะกับงานแบบไหน?
- งานประกอบโครงสร้างเหล็กตามแบบวิศวกรรม
- งานยึดชิ้นส่วนเครื่องจักร
- งานประกอบชิ้นส่วนที่รับแรงเฉือน
- งานติดตั้งที่ต้องการช่วงลำตัวเรียบ
- งานที่แบบกำหนดความยาวช่วงลำตัวเรียบไว้ชัดเจน
ตัวอย่างมาตรฐาน: ISO 4014 และ DIN 931 สำหรับโบลท์หัวหกเหลี่ยมเกลียวไม่เต็ม
ตารางเปรียบเทียบสกรูเกลียวเต็มกับเกลียวไม่เต็ม
| หัวข้อ |
เกลียวเต็ม |
เกลียวไม่เต็ม |
| ลักษณะลำตัว |
มีเกลียวเกือบตลอดลำตัว |
มีช่วงเรียบและช่วงเกลียว |
| ความยาวเกลียว |
เกือบตลอดความยาวสกรู |
มีเกลียวเฉพาะช่วงปลาย |
| จุดเด่น |
ยืดหยุ่นในการขันน็อตและการประกอบ |
มีช่วงลำตัวเรียบสำหรับงานที่ต้องการ |
| การรับแรงเฉือน |
ต้องคำนึงถึงเกลียวที่อยู่ในระนาบแรงเฉือน |
อาจได้เปรียบหากช่วงเรียบอยู่ในระนาบแรงเฉือน |
| งานที่เหมาะสม |
งานประกอบทั่วไป งานขันเข้ารูเกลียว |
งานเครื่องจักรและจุดยึดที่ต้องการลำตัวเรียบ |
| มาตรฐานตัวอย่าง |
ISO 4017 / DIN 933 |
ISO 4014 / DIN 931 |
ทำไมสกรูเกลียวไม่เต็มจึงนิยมใช้กับงานรับแรงเฉือน?
แรงเฉือน (Shear Force) คือแรงที่พยายามทำให้ชิ้นงานสองชิ้นเลื่อนผ่านกัน เช่น แผ่นเหล็กสองแผ่นที่ยึดด้วยโบลท์แล้วมีแรงกระทำในทิศทางตรงข้ามกัน
สำหรับจุดยึดที่ออกแบบให้โบลท์รับแรงเฉือนโดยตรง หากบริเวณที่รับแรงอยู่บนลำตัวเรียบของสกรูเกลียวไม่เต็ม จะมีพื้นที่หน้าตัดรับแรงมากกว่าบริเวณรากเกลียวของสกรูเกลียวเต็มที่มีขนาดและคุณสมบัติวัสดุเท่ากัน
จึงอาจช่วยให้รับแรงเฉือนได้มากขึ้นในลักษณะงานดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสกรูเกลียวไม่เต็มจะแข็งแรงกว่าเกลียวเต็มเสมอไป เพราะความแข็งแรงของจุดยึดยังขึ้นอยู่กับเกรดสกรู ขนาด แรงขัน ตำแหน่งเกลียว และการออกแบบรอยต่อด้วย
สกรูเกลียวเต็มกับเกลียวไม่เต็ม ใช้แทนกันได้ไหม?
ในบางงานสามารถใช้แทนกันได้ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี หากเป็นงานประกอบทั่วไปที่ไม่ได้กำหนดตำแหน่งลำตัวเรียบหรือข้อกำหนดการรับแรงเฉือนไว้เป็นพิเศษ อาจสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม
แต่สำหรับงานเครื่องจักร งานโครงสร้าง หรืองานที่มีแบบวิศวกรรมกำหนดไว้ ควรเลือกชนิดให้ตรงกับข้อกำหนด เพราะการเปลี่ยนจากเกลียวไม่เต็มเป็นเกลียวเต็ม อาจทำให้บริเวณที่รับแรงเปลี่ยนจากลำตัวเรียบไปอยู่บนช่วงเกลียว
นอกจากนี้ หากเลือกสกรูเกลียวไม่เต็มที่มีช่วงลำตัวเรียบยาวเกินความหนาของชิ้นงาน อาจทำให้น็อตขันได้ไม่ถึงตำแหน่งที่ต้องการหรือไม่สามารถสร้างแรงยึดจับตามที่ออกแบบไว้
วิธีเลือกสกรูเกลียวเต็มและเกลียวไม่เต็มให้เหมาะกับงาน
ก่อนเลือกซื้อ ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญดังนี้
1. ลักษณะงานที่ใช้
หากเป็นงานประกอบทั่วไปหรืองานขันเข้ารูเกลียว สกรูเกลียวเต็มอาจเป็นตัวเลือกที่สะดวก แต่หากเป็นงานที่ออกแบบให้ลำตัวสกรูรับแรงเฉือน ควรตรวจสอบความเหมาะสมของสกรูเกลียวไม่เต็ม
2. ความหนาของชิ้นงาน
ควรตรวจสอบความหนารวมของชิ้นงานที่จะยึด เพราะมีผลต่อการเลือกความยาวสกรูและช่วงเกลียวที่ต้องใช้
3. ขนาดและความยาวสกรู
ควรระบุขนาดให้ชัดเจน เช่น M8 × 40 หรือ M10 × 60 และตรวจสอบความยาวช่วงเกลียวเพิ่มเติมหากเป็นสกรูเกลียวไม่เต็ม
4. เกรดความแข็งแรง
ควรเลือกเกรดสกรู เช่น 4.8, 8.8 หรือ 10.9 ให้เหมาะกับแรงที่ชิ้นงานต้องรับ ไม่ควรตัดสินความแข็งแรงจากลักษณะเกลียวเพียงอย่างเดียว
5. มาตรฐานสินค้า
หากเป็นสกรูหัวหกเหลี่ยมระบบเมตริก สามารถตรวจสอบมาตรฐานได้ เช่น
ISO 4017 — สกรูหัวหกเหลี่ยมเกลียวเต็ม
ISO 4014 — โบลท์หัวหกเหลี่ยมเกลียวไม่เต็ม
ควรตรวจสอบมาตรฐานตามแบบและข้อกำหนดของงาน โดยเฉพาะเมื่อใช้แทนสินค้าตามมาตรฐาน DIN รุ่นเดิม
ก่อนสั่งซื้อสกรู ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?
เพื่อป้องกันการซื้อผิด ควรตรวจสอบรายละเอียดต่อไปนี้
- เป็นสกรูเกลียวเต็มหรือเกลียวไม่เต็ม
- ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาว
- ระยะเกลียวและระบบเกลียว
- ความยาวช่วงเกลียวและช่วงลำตัวเรียบ
- เกรดความแข็งแรงและวัสดุ
- การชุบผิวหรือการป้องกันสนิม
- มาตรฐานสินค้าที่ต้องการ
การตรวจสอบข้อมูลให้ครบก่อนสั่งซื้อจะช่วยลดโอกาสเลือกสินค้าผิด และช่วยให้งานประกอบเป็นไปตามข้อกำหนดได้มากขึ้น
สรุป
- สกรูเกลียวเต็มและสกรูเกลียวไม่เต็มมีความแตกต่างกันที่ลักษณะของเกลียวและช่วงลำตัวเรียบ
- สกรูเกลียวเต็ม มีเกลียวเกือบตลอดลำตัว เหมาะกับงานประกอบทั่วไปและงานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการขันน็อต
- สกรูเกลียวไม่เต็ม มีช่วงลำตัวเรียบใต้หัวสกรู เหมาะกับงานที่ต้องการให้ส่วนเรียบอยู่ในบริเวณรับแรงเฉือนหรือจุดยึดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
การเลือกใช้ควรพิจารณาจากลักษณะงาน ขนาด ความยาว เกรดความแข็งแรง และมาตรฐานสินค้า ไม่ควรเลือกจากรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว
SRR Fastener จำหน่ายสกรู น็อต แหวนรอง และสลักภัณฑ์หลากหลายประเภท สำหรับงานช่าง งานเครื่องจักร งานโรงงาน และงานอุตสาหกรรม หากไม่แน่ใจว่าควรเลือกสกรูเกลียวเต็มหรือเกลียวไม่เต็ม สามารถติดต่อสอบถามเพื่อช่วยเทียบสเปกและเลือกสินค้าให้เหมาะกับการใช้งานได้
SRRFAST


