สกรูเกลียวเต็มกับเกลียวไม่เต็ม ต่างกันอย่างไร? เลือกใช้แบบไหนดี

ปกบทความเว็บไซต์.png SRRFAST
อัพเดทล่าสุด: 29 ต.ค. 2026
1 ผู้เข้าชม
สกรูเกลียวเต็มกับเกลียวไม่เต็ม ต่างกันอย่างไร?
เลือกใช้แบบไหนดี?
 
เวลาซื้อสกรูหรือโบลท์ หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าสกรูบางตัวมีเกลียวตลอดลำตัว ในขณะที่บางตัวมีเกลียวเพียงช่วงปลาย และมีส่วนลำตัวเรียบอยู่ใต้หัวสกรู


แม้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ความยาว และรูปร่างหัวเหมือนกัน แต่ สกรูเกลียวเต็มและสกรูเกลียวไม่เต็ม มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในงานเครื่องจักร งานโครงสร้างเหล็ก และงานประกอบชิ้นส่วนที่ต้องรับแรง

บทความนี้จะอธิบายความแตกต่าง พร้อมวิธีเลือกใช้งานให้เหมาะสมแบบเข้าใจง่าย

สกรูเกลียวเต็มคืออะไร?
สกรูเกลียวเต็ม (Fully Threaded Bolt / Screw) คือสกรูที่มีเกลียวต่อเนื่องเกือบตลอดความยาวของลำตัว ตั้งแต่บริเวณใต้หัวสกรูไปจนถึงปลายสกรู โดยไม่มีช่วงลำตัวเรียบยาวเหมือนสกรูเกลียวไม่เต็ม

สกรูประเภทนี้สามารถใช้กับน็อตหรือรูเกลียวภายในได้ และเหมาะกับงานที่ต้องการให้มีเกลียวพร้อมใช้งานตลอดช่วงความยาวของสกรู

จุดเด่นของสกรูเกลียวเต็ม

  • มีเกลียวเกือบตลอดลำตัว
  • เลือกตำแหน่งขันน็อตได้ยืดหยุ่นตามความยาวเกลียว
  • เหมาะกับงานประกอบชิ้นส่วนทั่วไป
  • เหมาะกับงานขันเข้ารูเกลียวภายใน
  • ใช้งานได้หลากหลายตามการออกแบบจุดยึด


เหมาะกับงานแบบไหน?

  • งานประกอบเครื่องจักรทั่วไป
  • งานติดตั้งอุปกรณ์
  • งานประกอบชิ้นส่วนโลหะ
  • งานขันสกรูเข้ารูเกลียว
  • งานที่ต้องการปรับตำแหน่งน็อตตามความหนาของชิ้นงาน

ตัวอย่างมาตรฐาน: ISO 4017 และ DIN 933 สำหรับสกรูหัวหกเหลี่ยมเกลียวเต็ม

สกรูเกลียวไม่เต็มคืออะไร?
สกรูเกลียวไม่เต็ม (Partially Threaded Bolt) คือสกรูที่มีเกลียวเพียงบางส่วนของลำตัว โดยบริเวณใต้หัวสกรูจะเป็นลำตัวเรียบ และส่วนปลายจึงเริ่มมีเกลียวสำหรับขันเข้ากับน็อต

ลำตัวเรียบนี้เรียกว่า Unthreaded Shank ซึ่งมีประโยชน์กับงานประกอบที่ต้องการให้ส่วนเรียบของโบลท์อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างชิ้นงาน โดยเฉพาะจุดที่มีแรงเฉือน

จุดเด่นของสกรูเกลียวไม่เต็ม

  • มีลำตัวเรียบใต้หัวสกรู
  • สามารถจัดให้ส่วนเรียบอยู่ในบริเวณที่รับแรงเฉือนได้
  • ส่วนเรียบมีพื้นที่หน้าตัดมากกว่าบริเวณรากเกลียว
  • เหมาะกับงานประกอบชิ้นส่วนที่ต้องควบคุมตำแหน่งและการรับแรง
  • ใช้กับงานเครื่องจักรและงานโครงสร้างบางประเภท

เหมาะกับงานแบบไหน?

  • งานประกอบโครงสร้างเหล็กตามแบบวิศวกรรม
  • งานยึดชิ้นส่วนเครื่องจักร
  • งานประกอบชิ้นส่วนที่รับแรงเฉือน
  • งานติดตั้งที่ต้องการช่วงลำตัวเรียบ
  • งานที่แบบกำหนดความยาวช่วงลำตัวเรียบไว้ชัดเจน

ตัวอย่างมาตรฐาน: ISO 4014 และ DIN 931 สำหรับโบลท์หัวหกเหลี่ยมเกลียวไม่เต็ม


ตารางเปรียบเทียบสกรูเกลียวเต็มกับเกลียวไม่เต็ม

หัวข้อ
เกลียวเต็ม
เกลียวไม่เต็ม
ลักษณะลำตัว
มีเกลียวเกือบตลอดลำตัว
มีช่วงเรียบและช่วงเกลียว
ความยาวเกลียว
เกือบตลอดความยาวสกรู
มีเกลียวเฉพาะช่วงปลาย
จุดเด่น
ยืดหยุ่นในการขันน็อตและการประกอบ
มีช่วงลำตัวเรียบสำหรับงานที่ต้องการ
การรับแรงเฉือน
ต้องคำนึงถึงเกลียวที่อยู่ในระนาบแรงเฉือน
อาจได้เปรียบหากช่วงเรียบอยู่ในระนาบแรงเฉือน
งานที่เหมาะสม
งานประกอบทั่วไป งานขันเข้ารูเกลียว
งานเครื่องจักรและจุดยึดที่ต้องการลำตัวเรียบ
มาตรฐานตัวอย่าง
ISO 4017 / DIN 933
ISO 4014 / DIN 931



ทำไมสกรูเกลียวไม่เต็มจึงนิยมใช้กับงานรับแรงเฉือน?
แรงเฉือน (Shear Force) คือแรงที่พยายามทำให้ชิ้นงานสองชิ้นเลื่อนผ่านกัน เช่น แผ่นเหล็กสองแผ่นที่ยึดด้วยโบลท์แล้วมีแรงกระทำในทิศทางตรงข้ามกัน

สำหรับจุดยึดที่ออกแบบให้โบลท์รับแรงเฉือนโดยตรง หากบริเวณที่รับแรงอยู่บนลำตัวเรียบของสกรูเกลียวไม่เต็ม จะมีพื้นที่หน้าตัดรับแรงมากกว่าบริเวณรากเกลียวของสกรูเกลียวเต็มที่มีขนาดและคุณสมบัติวัสดุเท่ากัน

จึงอาจช่วยให้รับแรงเฉือนได้มากขึ้นในลักษณะงานดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสกรูเกลียวไม่เต็มจะแข็งแรงกว่าเกลียวเต็มเสมอไป เพราะความแข็งแรงของจุดยึดยังขึ้นอยู่กับเกรดสกรู ขนาด แรงขัน ตำแหน่งเกลียว และการออกแบบรอยต่อด้วย


สกรูเกลียวเต็มกับเกลียวไม่เต็ม ใช้แทนกันได้ไหม?
ในบางงานสามารถใช้แทนกันได้ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี หากเป็นงานประกอบทั่วไปที่ไม่ได้กำหนดตำแหน่งลำตัวเรียบหรือข้อกำหนดการรับแรงเฉือนไว้เป็นพิเศษ อาจสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

แต่สำหรับงานเครื่องจักร งานโครงสร้าง หรืองานที่มีแบบวิศวกรรมกำหนดไว้ ควรเลือกชนิดให้ตรงกับข้อกำหนด เพราะการเปลี่ยนจากเกลียวไม่เต็มเป็นเกลียวเต็ม อาจทำให้บริเวณที่รับแรงเปลี่ยนจากลำตัวเรียบไปอยู่บนช่วงเกลียว

นอกจากนี้ หากเลือกสกรูเกลียวไม่เต็มที่มีช่วงลำตัวเรียบยาวเกินความหนาของชิ้นงาน อาจทำให้น็อตขันได้ไม่ถึงตำแหน่งที่ต้องการหรือไม่สามารถสร้างแรงยึดจับตามที่ออกแบบไว้


วิธีเลือกสกรูเกลียวเต็มและเกลียวไม่เต็มให้เหมาะกับงาน
ก่อนเลือกซื้อ ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญดังนี้

1. ลักษณะงานที่ใช้
หากเป็นงานประกอบทั่วไปหรืองานขันเข้ารูเกลียว สกรูเกลียวเต็มอาจเป็นตัวเลือกที่สะดวก แต่หากเป็นงานที่ออกแบบให้ลำตัวสกรูรับแรงเฉือน ควรตรวจสอบความเหมาะสมของสกรูเกลียวไม่เต็ม

2. ความหนาของชิ้นงาน
ควรตรวจสอบความหนารวมของชิ้นงานที่จะยึด เพราะมีผลต่อการเลือกความยาวสกรูและช่วงเกลียวที่ต้องใช้

3. ขนาดและความยาวสกรู
ควรระบุขนาดให้ชัดเจน เช่น M8 × 40 หรือ M10 × 60 และตรวจสอบความยาวช่วงเกลียวเพิ่มเติมหากเป็นสกรูเกลียวไม่เต็ม

4. เกรดความแข็งแรง
ควรเลือกเกรดสกรู เช่น 4.8, 8.8 หรือ 10.9 ให้เหมาะกับแรงที่ชิ้นงานต้องรับ ไม่ควรตัดสินความแข็งแรงจากลักษณะเกลียวเพียงอย่างเดียว

5. มาตรฐานสินค้า
หากเป็นสกรูหัวหกเหลี่ยมระบบเมตริก สามารถตรวจสอบมาตรฐานได้ เช่น
ISO 4017 — สกรูหัวหกเหลี่ยมเกลียวเต็ม
ISO 4014 — โบลท์หัวหกเหลี่ยมเกลียวไม่เต็ม
ควรตรวจสอบมาตรฐานตามแบบและข้อกำหนดของงาน โดยเฉพาะเมื่อใช้แทนสินค้าตามมาตรฐาน DIN รุ่นเดิม


ก่อนสั่งซื้อสกรู ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?
เพื่อป้องกันการซื้อผิด ควรตรวจสอบรายละเอียดต่อไปนี้

  1. เป็นสกรูเกลียวเต็มหรือเกลียวไม่เต็ม
  2. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาว
  3. ระยะเกลียวและระบบเกลียว
  4. ความยาวช่วงเกลียวและช่วงลำตัวเรียบ
  5. เกรดความแข็งแรงและวัสดุ
  6. การชุบผิวหรือการป้องกันสนิม
  7. มาตรฐานสินค้าที่ต้องการ

การตรวจสอบข้อมูลให้ครบก่อนสั่งซื้อจะช่วยลดโอกาสเลือกสินค้าผิด และช่วยให้งานประกอบเป็นไปตามข้อกำหนดได้มากขึ้น


สรุป

  • สกรูเกลียวเต็มและสกรูเกลียวไม่เต็มมีความแตกต่างกันที่ลักษณะของเกลียวและช่วงลำตัวเรียบ
  • สกรูเกลียวเต็ม มีเกลียวเกือบตลอดลำตัว เหมาะกับงานประกอบทั่วไปและงานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการขันน็อต
  • สกรูเกลียวไม่เต็ม มีช่วงลำตัวเรียบใต้หัวสกรู เหมาะกับงานที่ต้องการให้ส่วนเรียบอยู่ในบริเวณรับแรงเฉือนหรือจุดยึดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

การเลือกใช้ควรพิจารณาจากลักษณะงาน ขนาด ความยาว เกรดความแข็งแรง และมาตรฐานสินค้า ไม่ควรเลือกจากรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว


SRR Fastener จำหน่ายสกรู น็อต แหวนรอง และสลักภัณฑ์หลากหลายประเภท สำหรับงานช่าง งานเครื่องจักร งานโรงงาน และงานอุตสาหกรรม หากไม่แน่ใจว่าควรเลือกสกรูเกลียวเต็มหรือเกลียวไม่เต็ม สามารถติดต่อสอบถามเพื่อช่วยเทียบสเปกและเลือกสินค้าให้เหมาะกับการใช้งานได้


 


ปกบทความเว็บไซต์.png
SRRFAST
บทความที่เกี่ยวข้อง
สกรูสแตนเลส 304 กับ 316 ต่างกันอย่างไร
สกรูและน็อตสแตนเลสเป็นสินค้าที่นิยมใช้ในงานที่ต้องการความทนทานต่อสนิม ความสะอาด และภาพลักษณ์ที่ดูเรียบร้อย โดยเฉพาะงานติดตั้ง งานเครื่องจักร งานอาหาร งานเคมี งานกลางแจ้ง และงานที่ต้องเจอกับความชื้น
ปกบทความเว็บไซต์.png SRRFAST
15 ก.ค. 2026
สั่งผลิตสกรูพิเศษ ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง
การขอราคาสกรูพิเศษไม่เหมือนการซื้อสินค้าทั่วไป เพราะต้องมีข้อมูลทางเทคนิคที่ชัดเจน หากข้อมูลไม่ครบ ร้านอาจเสนอราคาไม่ได้ หรืออาจต้องใช้เวลาตรวจสอบนานขึ้น บทความนี้จะสรุปว่า ก่อนสั่งผลิตสกรูพิเศษควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อให้การขอราคาเร็วขึ้น ลดความผิดพลาด และได้สินค้าตรงสเปกมากที่สุด
ปกบทความเว็บไซต์.png SRRFAST
9 ก.ย. 2026
เกรดสกรู 4.8, 8.8, 10.9, 12.9 คืออะไร ต่างกันอย่าง?
การเลือกเกรดสกรูให้เหมาะกับงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสกรูแต่ละเกรดรับแรงได้ไม่เท่ากัน หากเลือกเกรดต่ำเกินไป อาจทำให้สกรูยืด ขาด หรือเสียหายระหว่างใช้งานได้ แต่ถ้าเลือกเกรดสูงเกินความจำเป็น ก็อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
ปกบทความเว็บไซต์.png SRRFAST
8 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy